กสม. 22 ส.ค.-วัสเผยมีผู้มีอำนาจอยู่เบื้องหลังเซ็ตซีโร่กสม.ทั้งคณะ หวังเอาคนของตัวเองมาเสียบ หลังไม่พอใจการทำงานของกสม.บางคน ขอเวลา 10 วันพิจารณาดำเนินการอย่างไนต่อ
นายวัส ติงสมิตร ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) แถลงมติกสม.กรณีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) เห็นชอบร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.) ว่าด้วยกสม. ว่า ได้รับร่างกฎหมายดังกล่าวแล้วเช้าวันนี้(22 ส.ค.) และนำเข้าพิจารณาในที่ประชุมกสม. แต่ที่ประชุมยังไม่ได้พิจารณาเนื้อหาของร่างกฎหมายทั้งหมด เพราะยังมีเวลาตามที่กฎหมายกำหนดให้ทำความเห็นแย้งภายใน 10 วัน แต่ในเบื้องต้นกสม.ได้ข้อยุติอย่างน้อย 1 มาตรา โดยเป็นมติเสียงข้างมาก 4 ต่อ 2 เห็นว่า มาตรา 60 ของร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งกำหนดให้ กสม.ชุดที่ 3 พ้นจากตำแหน่งทันทีที่กฎหมายมีผลบังคับใช้
ประธานกสม. กล่าวว่า การที่กำหนดให้หลังจากพ้นจากตำแหน่งให้อยู่รักษาการ ซึ่งไม่ตรงตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญปี 2560 เนื่องจากไม่สอดคล้องมาตรา 26 ของรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดว่าการตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญมิบัญญัติเงื่อนไขไว้ กฎหมายดังกล่าวต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และจะกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษยชนของบุคคลมิได้ รวมทั้งต้องระบุเหตุผลความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพไว้ด้วย ประกอบมาตรา 3 มาตรา 4 ตามรัฐธรรมนูญด้วย ดังนั้น กสม.จะดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 วรรค 5 ต่อไป เพื่อให้มีการตั้งกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่ายต่อไป โดยเชื่อว่าในการพิจารณาของกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่ายจะสามารถแก้ไขเนื้อหาของร่างกฎหมายได้ แต่หากในชั้นกรรมาธิการ 3 ฝ่ายยังมีปัญหาอยู่ คงจะต้องดำเนินการต่อที่ศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนจะดำเนินการอย่างไรต้องรอดูข้อกฎหมายในขณะนั้น
“ในกรรมาธิการ 3 ฝ่าย แม้ผมจะเป็นเพียง 1 เสียงข้างน้อย แต่ก็จะพยายามอธิบายเหตุผลให้ทราบ แต่สุดท้ายที่ประชุมจะเห็นอย่างไรก็เป็นเรื่องที่ประชุม ส่วนเมื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายแล้ว จะใช้สิทธิยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ยังตอบไม่ได้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในขณะนั้น อาจจะยื่นได้ 2 ช่องทาง คือ ยื่นผ่านจากผู้ตรวจการแผ่นดิน และยื่นตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญ” นายวัส กล่าว
นายวัส กล่าวว่า การเซ็ตซีโร่ไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟังได้ เพราะข้ออ้างของการเซ็ตซีโร่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ทำให้เข้าใจได้ว่าการเซ็ตซีโร่ไม่ได้เป็นไปโดยสุจริต ไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ กลับยิ่งจะทำให้สังคมโลกเกิดความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย ทั้งที่กสม.ชุดนี้ทำงานหามรุ่งหามค่ำ เพื่อทำให้สถานะบีกลับมาเป็นเอ ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องสำคัญมากมาย
“การพิจารณาสถานะ จะมีรอบของการพิจารณา ขึ้นอยู่กับว่าเรามีความพร้อมหรือยัง ทั้งการแก้กฎหมายเรื่องหลักการคุ้มกัน กสม. การตอบสนองต่อการละเมิดสิทธิ ซึ่งประเด็นของการแก้กฎหมายเรื่องการสรรหาและการคุ้มกันได้แก้ไขแล้วในมาตรา 246 และในร่างกฎหมายลูก คิดว่าการขอสถานะเอ กลับมาจะทำได้เมื่อพร้อม ไม่ใช่ว่าการเซ็ตซีโร่ กสม.ชุดปัจจุบันพ้นไป จะทำให้สถานะ กสม.จากบีกลับเป็นเออย่างง่ายดายนั้นไม่มีทางเป็นไปได้” ประธานกสม. กล่าว
นายวัส กล่าวว่า ใครที่มองว่ากสม.ออกมาต่อสู้เรื่องนี้เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง หากมองเฉย ๆ อาจจะเห็นอย่างนั้นได้ แต่หากมองการทำงานของกสม.ชุดนี้ว่ามีผลงานมากมายเพียงใด แต่ละคนมีหน้าที่การงานเป็นอย่างไร จะรู้ว่างานของ กสม.ไม่ใช่งานสบาย จนต้องมาต่อสู้เพื่อให้อยู่ในตำแหน่งต่อไป ซึ่อยากรู้ว่าเหตุผลจริง ๆ ของการเซ็ตซีโร่คืออะไร
“มีข้อมูลว่ามีข้อต่อรองจากผู้มีอำนาจในบ้านเมือง ที่ไม่พึงปรารถนาการทำงานของกสม.บางคน ไม่เข้าใจว่าเหตุผลเพียงแค่นี้จะล้มกระดานทั้งหมดเลยหรือ แล้วให้สรรหาใหม่ ซึ่งมีคนรอเสียบเข้ามาเป็นกสม. ซึ่งบางคนอาจจะรอไม่ได้ เพราะมีอายุ 60 ,67,68 ปีแล้ว อาจจะมีอายุเกินเพดานที่กฎหมายกำหนด เขาคงรอไม่ไหว ซึ่งผมไม่เข้าใจว่าทำไมตำแหน่งนี้ถึงปรารถนากันมากมาย” ประธานกสม. กล่าว
เมื่อถามย้ำว่า การทำงานแบบใดที่ทำให้ผู้มีอำนาจไม่พอใจและ กสม.ที่ไม่พึงปรารถนานั้นมีกี่คน นายวัส กล่าวว่า ก็ไม่แน่ใจ ไม่ยืนยันว่าเป็นเหตุผลที่แท้จริงหรือไม่ สำหรับบางท่านก็อาจใช่แต่บางท่านก็อาจไม่ใช่เหตุผลนี้.-สำนักข่าวไทย